Table of Contents

แปลงรูปภาพเป็นข้อความ: วิธีจัดการข้อมูลจากเอกสารสแกนโดยไม่ต้องพิมพ์ใหม่

Facebook
X
LinkedIn
แปลงรูปภาพเป็นข้อความ

ในแต่ละวัน ธุรกิจต้องจัดการข้อมูลจำนวนมาก แต่ข้อมูลส่วนหนึ่งยังคงอยู่ในเอกสารสแกน ไฟล์ PDF ที่เป็นรูปภาพ ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ และเอกสารกระดาษ เมื่อพนักงานต้องการค้นหาข้อมูลเฉพาะ คัดลอกรายละเอียดลงในสเปรดชีต หรือนำข้อมูลเข้าสู่ระบบธุรกิจ มักต้องเปิดอ่านเอกสารและพิมพ์ข้อมูลทั้งหมดด้วยตนเอง การเรียนรู้วิธี แปลงรูปภาพเป็นข้อความ จึงช่วยให้องค์กรแก้ไขปัญหานี้ได้ โดยเปลี่ยนภาพเอกสารให้เป็นข้อมูลดิจิทัลที่สามารถค้นหา คัดลอก แก้ไข และนำไปประมวลผลต่อได้ง่ายขึ้น 

สำหรับธุรกิจในประเทศไทยที่ต้องจัดการเอกสารทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ความสามารถนี้มีประโยชน์อย่างมาก แทนที่จะมองเอกสารสแกนเป็นเพียงรูปภาพที่ไม่สามารถแก้ไขได้ องค์กรสามารถใช้เทคโนโลยี Optical Character Recognition (OCR) เพื่อดึงข้อความจากเอกสาร และทำให้ข้อมูลที่เคยเข้าถึงได้ยากสามารถนำไปใช้งานได้มากขึ้น 

บทความนี้จะอธิบายวิธีการแปลงรูปภาพเป็นข้อความ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างการนำไปใช้ในธุรกิจ และแนวทางที่องค์กรสามารถนำไปปรับใช้เพื่อสร้างกระบวนการจัดการเอกสารที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 

ทำไมเอกสารสแกนจึงสร้างปัญหาให้กับธุรกิจ 

การสแกนเอกสารกระดาษเป็นวิธีที่นิยมใช้ในการเก็บรักษาข้อมูลและลดความจำเป็นในการจัดเก็บเอกสารจริง อย่างไรก็ตาม การสแกนเอกสารไม่ได้หมายความว่าเนื้อหาภายในจะกลายเป็นข้อมูลดิจิทัลที่สามารถนำไปใช้งานได้ทันที 

ตัวอย่างเช่น ใบแจ้งหนี้ที่ผ่านการสแกนอาจมีหน้าตาเหมือนเอกสารดิจิทัลทั่วไปเมื่อเปิดดูบนคอมพิวเตอร์ พนักงานสามารถเปิดไฟล์ ขยายภาพ และอ่านข้อความได้ตามปกติ แต่ในความเป็นจริง เอกสารนั้นอาจถูกจัดเก็บในรูปแบบรูปภาพแทนที่จะเป็นข้อความที่ค้นหาได้ 

สิ่งนี้ทำให้เกิดปัญหาในการดำเนินงานหลายด้าน 

  1. ค้นหาข้อมูลได้ยาก

พนักงานอาจไม่สามารถใช้ฟังก์ชันค้นหาเพื่อค้นหาชื่อลูกค้า เลขที่ใบแจ้งหนี้ วันที่ทำรายการ หรือข้อความในสัญญาที่อยู่ภายในไฟล์ PDF ซึ่งเป็นรูปภาพได้ จึงต้องเปิดไฟล์หลายรายการและตรวจสอบเนื้อหาในแต่ละหน้าด้วยตนเอง 

  1. การคัดลอกและแก้ไขข้อมูลทำได้ยาก

เมื่อพนักงานต้องนำยอดเงินจากใบแจ้งหนี้เข้าสู่โปรแกรมบัญชี หรือคัดลอกข้อมูลลูกค้าไปยังระบบ CRM จะไม่สามารถเลือกข้อความและคัดลอกได้โดยตรง แต่ต้องพิมพ์ข้อมูลเหล่านั้นใหม่ทั้งหมด 

  1. การป้อนข้อมูลด้วยตนเองเพิ่มความเสี่ยงต่อข้อผิดพลาด

การพิมพ์ข้อมูลซ้ำทำให้มีโอกาสเกิดข้อผิดพลาด เช่น กรอกตัวเลขไม่ถูกต้อง สะกดชื่อผิด ลืมกรอกข้อมูลบางช่อง หรือสลับตำแหน่งตัวเลข ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบันทึกทางการเงิน รายงาน และกระบวนการทำงานด้านธุรการ 

  1. ใช้เวลาในการประมวลผลเอกสารมากขึ้น

องค์กรที่ต้องจัดการเอกสารหลายร้อยหรือหลายพันรายการ อาจต้องใช้เวลาทำงานของพนักงานจำนวนมากไปกับการตรวจสอบและป้อนข้อมูล เมื่อปริมาณเอกสารเพิ่มขึ้น กระบวนการทำงานแบบเดิมก็ยิ่งจัดการได้ยากขึ้น 

  1. เอกสารเก่ายังคงนำมาใช้งานได้ยาก

หลายองค์กรยังมีเอกสารย้อนหลังที่จัดเก็บในรูปแบบรูปภาพจากการสแกน แม้เอกสารเหล่านี้จะถูกแปลงเป็นไฟล์ดิจิทัลแล้ว แต่เนื้อหาภายในก็อาจยังค้นหา วิเคราะห์ หรือนำไปเชื่อมต่อกับระบบธุรกิจสมัยใหม่ได้ยาก 

ปัญหาสำคัญคือ การแปลงเอกสารให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล กับการทำให้ข้อมูลภายในเอกสารสามารถนำไปใช้งานได้จริง เป็นคนละเรื่องกัน 

ตัวอย่างการนำเทคโนโลยีแปลงรูปภาพเป็นข้อความไปใช้ในธุรกิจ 

ความสามารถในการดึงข้อความจากรูปภาพสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในหลายแผนก โดยเฉพาะองค์กรที่ได้รับเอกสารจากลูกค้า ซัพพลายเออร์ พนักงาน หน่วยงานภาครัฐ หรือคู่ค้าทางธุรกิจ 

  1. การประมวลผลใบแจ้งหนี้และใบเสร็จ

แผนกการเงินและบัญชีต้องรับใบแจ้งหนี้และใบเสร็จในหลากหลายรูปแบบ บางรายการอยู่ในรูปแบบไฟล์ PDF ดิจิทัล ขณะที่บางรายการเป็นเอกสารสแกนหรือภาพถ่าย 

เทคโนโลยี OCR สามารถอ่านข้อความและข้อมูลสำคัญ เช่น 

  • เลขที่ใบแจ้งหนี้ 
  • ชื่อซัพพลายเออร์ 
  • วันที่ออกใบแจ้งหนี้ 
  • เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 
  • ยอดรวมก่อนภาษี 
  • ข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 
  • ยอดรวมสุทธิ 
  • รายละเอียดการชำระเงิน 

แทนที่จะต้องพิมพ์ข้อมูลทุกช่องด้วยตนเอง พนักงานสามารถนำข้อมูลที่ระบบดึงออกมาไปใช้ในกระบวนการบัญชีและการเงินได้ 

สำหรับองค์กรที่ต้องจัดการใบแจ้งหนี้จำนวนมาก เทคโนโลยีนี้ช่วยลดงานป้อนข้อมูลซ้ำ ๆ ได้อย่างมีนัยสำคัญ 

  1. การจัดการสัญญาและเอกสารทางกฎหมาย

ธุรกิจมักจัดเก็บสัญญา ข้อตกลง ใบสั่งซื้อ และเอกสารทางกฎหมายอื่น ๆ ในรูปแบบไฟล์สแกน 

OCR ช่วยทำให้ข้อความภายในเอกสารเหล่านี้สามารถค้นหาได้ พนักงานจึงค้นหาเลขที่สัญญา ชื่อลูกค้า ข้อกำหนดเฉพาะ วันที่ และข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดอ่านทุกหน้าด้วยตนเอง 

ความสามารถนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับองค์กรที่ต้องบริหารจัดการสัญญาย้อนหลัง หรือต้องค้นหาข้อมูลเฉพาะในระหว่างการตรวจสอบบัญชีและทบทวนสัญญา 

  1. การจัดการข้อมูลฝ่ายทรัพยากรบุคคลและประวัติพนักงาน

แผนก HR ต้องจัดการเอกสารหลายประเภท เช่น ใบสมัครงาน เอกสารระบุตัวตน ใบรับรองต่าง ๆ สัญญาจ้างงาน และเอกสารธุรการอื่น ๆ 

การดึงข้อความจากเอกสารสแกนช่วยลดการป้อนข้อมูลด้วยตนเอง และทำให้การจัดระเบียบข้อมูลพนักงานทำได้ง่ายขึ้น 

ตัวอย่างเช่น ระบบ OCR สามารถอ่านข้อความและตรวจจับข้อมูลต่าง ๆ เช่น ชื่อ หมายเลขประจำตัว วันที่ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ ทั้งนี้ควรมีขั้นตอนตรวจสอบความถูกต้องและกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลอย่างเหมาะสม 

  1. แบบฟอร์มลูกค้าและเอกสารลงทะเบียน

ธุรกิจที่เก็บรวบรวมแบบฟอร์มลงทะเบียนลูกค้า แบบฟอร์มสมัครใช้บริการ หรือแบบฟอร์มแสดงความคิดเห็น สามารถใช้ OCR เพื่อเปลี่ยนข้อมูลที่เขียนด้วยลายมือหรือพิมพ์ไว้บนเอกสารให้เป็นข้อความดิจิทัลได้ 

สำหรับแบบฟอร์มที่พิมพ์ด้วยตัวอักษร OCR สามารถช่วยอ่านข้อความและรายละเอียดของลูกค้า เพื่อนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ CRM หรือฐานข้อมูลภายในองค์กรได้ 

อย่างไรก็ตาม การรู้จำลายมืออาจต้องใช้เทคโนโลยีเพิ่มเติม และโดยทั่วไปจำเป็นต้องตรวจสอบความถูกต้องอย่างละเอียดมากกว่าการรู้จำข้อความที่พิมพ์ด้วยตัวอักษร 

  1. การจัดเก็บเอกสารกระดาษย้อนหลัง

องค์กรที่มีเอกสารกระดาษสะสมเป็นเวลาหลายปี สามารถสแกนเอกสารเหล่านั้นและใช้ OCR เพื่อทำให้เนื้อหาภายในค้นหาได้ 

พนักงานจึงสามารถเรียกดูข้อมูลย้อนหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องเปิดแฟ้มเอกสารจริงหรือเปิดไฟล์รูปภาพทีละรายการ 

นอกจากนี้ ยังช่วยให้องค์กรสามารถสร้างคลังเอกสารดิจิทัลส่วนกลาง เพื่อจัดเก็บและค้นหาข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ 

OCR กับการป้อนข้อมูลด้วยตนเอง: วิธีใดมีประสิทธิภาพมากกว่า? 

ทั้งการป้อนข้อมูลด้วยตนเองและการใช้ OCR สามารถนำมาใช้ถ่ายโอนข้อมูลจากเอกสารเข้าสู่ระบบธุรกิจได้ แต่ทั้งสองวิธีมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในด้านขั้นตอนการทำงาน ความสามารถในการรองรับปริมาณงาน และทรัพยากรที่ต้องใช้ 

หัวข้อเปรียบเทียบ 

การป้อนข้อมูลด้วยตนเอง 

เทคโนโลยี OCR 

การดึงข้อมูล 

พนักงานพิมพ์ข้อมูลด้วยตนเอง 

ซอฟต์แวร์อ่านข้อความจากรูปภาพ 

ความเร็วในการประมวลผล 

ขึ้นอยู่กับเวลาว่างและความเร็วของพนักงาน 

สามารถประมวลผลเอกสารโดยอัตโนมัติได้ 

แรงงานที่ต้องใช้ 

ใช้แรงงานมากเมื่อต้องทำงานซ้ำ ๆ 

ลดแรงงานในขั้นตอนการดึงข้อมูลทั่วไป 

ความสามารถในการค้นหา 

ต้องถอดข้อความด้วยตนเองก่อน 

ทำให้ข้อความที่ระบบรู้จำได้สามารถค้นหาได้ 

การจัดการข้อผิดพลาด 

ขึ้นอยู่กับการตรวจสอบด้วยบุคคล 

ต้องมีขั้นตอนตรวจสอบผลการรู้จำ 

การรองรับปริมาณงาน 

จัดการได้ยากเมื่อปริมาณเอกสารเพิ่มขึ้น 

รองรับการประมวลผลเอกสารในปริมาณมากได้ 

การเชื่อมต่อระบบ 

มักต้องถ่ายโอนข้อมูลด้วยตนเอง 

สามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันผ่าน Workflow และ API ที่รองรับได้ 

OCR สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลทุกอย่างที่ระบบดึงออกมาจะถูกต้องทั้งหมด 

สำหรับข้อมูลสำคัญทางธุรกิจ องค์กรควรมีขั้นตอนตรวจสอบความถูกต้อง โดยเฉพาะยอดเงิน ข้อมูลภาษี หมายเลขประจำตัว และรายละเอียดในสัญญา 

แนวทางที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในหลายกรณี คือการใช้ระบบรู้จำข้อมูลอัตโนมัติร่วมกับการตรวจสอบโดยพนักงาน สำหรับข้อมูลที่ต้องการความถูกต้องในระดับสูง 

มากกว่า OCR ทั่วไป: เปลี่ยนข้อความที่ดึงได้ให้เป็นข้อมูลทางธุรกิจ 

OCR ขั้นพื้นฐานช่วยแก้ปัญหาสำคัญได้อย่างหนึ่ง คือการเปลี่ยนเนื้อหาที่อยู่ในรูปภาพให้กลายเป็นข้อความดิจิทัลที่อ่านได้ 

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจมักต้องการมากกว่าข้อความที่ถูกดึงออกมาเป็นชุดเดียว 

ลองพิจารณาตัวอย่างใบแจ้งหนี้ที่ผ่านการสแกน ซึ่งมีข้อมูลดังต่อไปนี้ 

  • ผู้ขาย: ABC Trading Co., Ltd. 
  • เลขที่ใบแจ้งหนี้: INV-2026-00125 
  • วันที่ออกใบแจ้งหนี้: 15 ตุลาคม 2026 
  • ยอดรวมก่อนภาษี: 10,000 บาท 
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม: 700 บาท 
  • ยอดรวมสุทธิ: 10,700 บาท 

ระบบ OCR ทั่วไปอาจอ่านข้อความและตัวเลขทั้งหมดเหล่านี้ออกมาได้ พนักงานสามารถค้นหาและคัดลอกข้อมูลได้ แต่ยังอาจต้องตรวจสอบด้วยตนเองว่าค่าแต่ละรายการเป็นข้อมูลของช่องใด 

นี่คือจุดที่เทคโนโลยีประมวลผลเอกสารด้วย AI เข้ามามีบทบาท 

แทนที่จะทำหน้าที่เพียงรู้จำตัวอักษร เทคโนโลยี Intelligent Document Processing สามารถวิเคราะห์โครงสร้างของเอกสาร ระบุช่องข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และจัดระเบียบข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่มีโครงสร้างได้ 

ตัวอย่างเช่น ข้อมูลที่ดึงออกมาสามารถจัดให้อยู่ในรูปแบบตารางดังนี้ 

ชื่อฟิลด์ 

ข้อมูลที่ดึงออกมา 

ชื่อผู้ขาย 

ABC Trading Co., Ltd. 

เลขที่ใบแจ้งหนี้ 

INV-2026-00125 

วันที่ออกใบแจ้งหนี้ 

15 ตุลาคม 2026 

ยอดรวมก่อนภาษี 

10,000 บาท 

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 

700 บาท 

ยอดรวมสุทธิ 

10,700 บาท 

ข้อมูลที่มีโครงสร้างชัดเจนสามารถนำไปถ่ายโอนเข้าสู่ระบบบัญชี แอปพลิเคชัน ERP ฐานข้อมูล และแพลตฟอร์มธุรกิจอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้นมาก 

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถของโซลูชันที่เลือกใช้ โดยอาจมีฟังก์ชันเพิ่มเติม เช่น การจำแนกประเภทเอกสาร การดึงข้อมูลจากฟิลด์ต่าง ๆ การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และการเชื่อมต่อกับ Workflow อัตโนมัติ 

ความแตกต่างนี้มีความสำคัญอย่างมาก กล่าวคือ OCR ช่วยให้ธุรกิจอ่านข้อความจากเอกสารได้ ส่วนการประมวลผลเอกสารด้วย AI ช่วยให้ธุรกิจนำข้อมูลภายในเอกสารไปใช้งานได้จริง 

สิ่งที่ธุรกิจควรพิจารณาก่อนเลือกใช้ระบบ OCR 

ระบบ OCR แต่ละประเภทไม่ได้เหมาะกับทุกองค์กร ก่อนนำเทคโนโลยีรู้จำเอกสารมาใช้งาน ธุรกิจควรประเมินปัจจัยสำคัญหลายประการ 

การรองรับภาษาไทยและหลายภาษา 

องค์กรที่ทำงานกับเอกสารภาษาไทยควรเลือกเทคโนโลยีที่รองรับการรู้จำตัวอักษรภาษาไทยได้ หากเอกสารมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ระบบก็ควรสามารถประมวลผลเนื้อหาหลายภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

คุณภาพและรูปแบบของเอกสาร 

ควรพิจารณาประเภทของเอกสารที่ต้องนำมาประมวลผล เช่น ไฟล์ PDF ที่ผ่านการสแกน รูปถ่าย ใบแจ้งหนี้ แบบฟอร์ม และเอกสารหลายหน้า เนื่องจากประสิทธิภาพในการรู้จำข้อความอาจแตกต่างกันไปตามคุณภาพของภาพและโครงสร้างเอกสาร 

ความแม่นยำและการตรวจสอบข้อมูล 

ควรประเมินความแม่นยำของ OCR ด้วยเอกสารที่ใช้งานจริงในธุรกิจ ไม่ใช่อาศัยเพียงการสาธิตผลิตภัณฑ์เท่านั้น องค์กรควรทดสอบกับเอกสารที่มีรูปแบบหลากหลาย และระบุฟิลด์ข้อมูลที่จำเป็นต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม 

การเชื่อมต่อกับระบบที่ใช้งานอยู่ 

ข้อมูลที่ดึงออกมาจะมีประโยชน์มากขึ้นเมื่อสามารถส่งต่อไปยังแอปพลิเคชันธุรกิจที่องค์กรใช้งานอยู่ได้ ควรพิจารณาว่าระบบ OCR รองรับ API เครื่องมือ Automation หรือการเชื่อมต่อกับระบบ ERP, CRM, โปรแกรมบัญชี และระบบจัดการเอกสารหรือไม่ 

ความปลอดภัยและการปกป้องข้อมูล 

เอกสารอาจมีข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลลูกค้า รายละเอียดพนักงาน หรือข้อตกลงทางธุรกิจที่เป็นความลับ องค์กรจึงควรตรวจสอบเรื่องการจัดเก็บข้อมูล สิทธิ์การเข้าถึง การเข้ารหัสข้อมูล นโยบายการเก็บรักษาข้อมูล และข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบก่อนเลือกใช้โซลูชัน 

ปริมาณการประมวลผลและความสามารถในการขยายระบบ 

ระบบที่ทำงานได้ดีเมื่อมีเอกสารเพียงไม่กี่รายการ อาจไม่เหมาะกับการประมวลผลเอกสารหลายพันรายการต่อเดือน ควรพิจารณาความสามารถในการรองรับปริมาณงาน ตัวเลือกในการทำงานอัตโนมัติ และความต้องการของธุรกิจในอนาคต 

สร้าง Workflow จัดการเอกสารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย AI OCR 

การแปลงภาพเอกสารให้เป็นข้อความเป็นขั้นตอนสำคัญในการลดงานที่ต้องทำด้วยตนเอง และช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจควรมองให้ไกลกว่าการดึงตัวอักษรออกจากไฟล์สแกนเพียงอย่างเดียว 

Workflow การประมวลผลเอกสารที่มีประสิทธิภาพควรเชื่อมโยงความสามารถหลายด้านเข้าด้วยกัน ได้แก่ การนำเอกสารเข้าสู่ระบบ การรู้จำข้อความด้วย OCR การดึงข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้อง การจัดเก็บข้อมูล และการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันทางธุรกิจ 

ตัวอย่างเช่น องค์กรสามารถสร้าง Workflow ที่ให้พนักงานอัปโหลดใบแจ้งหนี้ที่ผ่านการสแกน จากนั้นระบบ OCR จะอ่านข้อความ ขณะที่ AI ทำหน้าที่ดึงข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้อง ก่อนส่งข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบแล้วเข้าสู่โปรแกรมบัญชี 

แนวทางนี้ช่วยลดงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ พร้อมสร้างกระบวนการจัดการข้อมูลทางธุรกิจที่เป็นระบบและมีความสม่ำเสมอมากขึ้น 

สำรวจโซลูชัน AI OCR กับ Fusion Solution 

สำหรับองค์กรที่ต้องการลดภาระงานในการประมวลผลเอกสารด้วยตนเอง Fusion Solution มีโซลูชัน AI OCR ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถดึงและจัดระเบียบข้อมูลจากเอกสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

ไม่ว่าองค์กรของคุณจะทำงานกับใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ แบบฟอร์ม สัญญา หรือเอกสารรูปภาพประเภทอื่น ๆ การนำเทคโนโลยี OCR ที่เหมาะสมมาใช้สามารถเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานสู่ระบบดิจิทัล 

หากสนใจว่า AI OCR จะช่วยสนับสนุน Workflow การจัดการเอกสารขององค์กรได้อย่างไร สามารถติดต่อ Fusion Solution เพื่อพูดคุยและหาแนวทางที่เหมาะสมกับความต้องการของธุรกิจได้ 

สรุป 

เอกสารสแกนไม่ควรเป็นเพียงข้อมูลที่ธุรกิจสามารถเปิดอ่านได้ แต่ไม่สามารถนำไปใช้งานต่อได้อย่างสะดวก การนำเทคโนโลยี OCR มาใช้ช่วยให้องค์กรเปลี่ยนเนื้อหาที่อยู่ในรูปแบบรูปภาพให้เป็นข้อความที่ค้นหาและแก้ไขได้ ลดการป้อนข้อมูลซ้ำ ๆ และทำให้เข้าถึงเอกสารย้อนหลังได้ง่ายขึ้น 

สำหรับธุรกิจที่ต้องจัดการเอกสารจำนวนมาก ขั้นตอนต่อไปคือการพัฒนาจากการรู้จำข้อความพื้นฐาน ไปสู่การดึงข้อมูลที่มีโครงสร้างและการทำงานอัตโนมัติ 

เมื่อผสานเทคโนโลยี OCR, AI, การตรวจสอบความถูกต้อง และการเชื่อมต่อระบบเข้าด้วยกันอย่างเหมาะสม ภาพเอกสารที่เคยเข้าถึงข้อมูลได้ยากก็สามารถกลายเป็นข้อมูลดิจิทัลที่มีคุณค่า และช่วยสนับสนุนการดำเนินงานในแต่ละวันของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สนใจผลิตภัณฑ์และบริการของ Microsoft หรือไม่ ส่งข้อความถึงเราที่นี่

สำรวจเครื่องมือดิจิทัลของเรา

หากคุณสนใจในการนำระบบจัดการความรู้มาใช้ในองค์กรของคุณ ติดต่อ SeedKM เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบจัดการความรู้ภายในองค์กร หรือสำรวจผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น Jarviz สำหรับการบันทึกเวลาทำงานออนไลน์, OPTIMISTIC สำหรับการจัดการบุคลากร HRM-Payroll, Veracity สำหรับการเซ็นเอกสารดิจิทัล, และ CloudAccount สำหรับการบัญชีออนไลน์

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบจัดการความรู้และเครื่องมือการจัดการอื่นๆ ได้ที่ Fusionsol Blog, IP Phone Blog, Chat Framework Blog, และ OpenAI Blog.

New Gemini Tools For Educators: Empowering Teaching with AI

Digital Signature

E Signature

E Learning

Online Learning

ถ้าอยากติดตามข่าวเทคโนโลยีและข่าว AI ที่กำลังเป็นกระแสทุกวัน ลองเข้าไปดูที่ เว็บไซต์นี้ มีอัปเดตใหม่ๆ ให้ตามทุกวันเลย!

Fusionsol Blog in Vietnamese

Related Articles

Frequently Asked Questions (FAQ)

DOVA OCR สามารถช่วยประมวลผลเอกสารทางธุรกิจ เช่น ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน แบบฟอร์ม และเอกสารที่สแกนเป็นไฟล์ดิจิทัล ช่วยให้การจัดการข้อมูลสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ระบบช่วยอ่านข้อความและดึงข้อมูลสำคัญจากเอกสาร ลดการป้อนข้อมูลด้วยมือ และช่วยให้พนักงานใช้เวลากับการตรวจสอบข้อมูลและงานที่ต้องอาศัยการตัดสินใจได้มากขึ้น

ความแม่นยำขึ้นอยู่กับคุณภาพของเอกสาร รูปแบบตัวอักษร และความซับซ้อนของข้อมูล ควรตรวจสอบผลลัพธ์ก่อนนำไปใช้งาน โดยเฉพาะข้อมูลทางการเงินหรือข้อมูลสำคัญขององค์กร

DOVA OCR รองรับความสามารถ เช่น การส่งออกข้อมูลเป็น CSV การจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูล และ RESTful API ซึ่งสามารถนำไปใช้เชื่อมต่อกับระบบอื่นได้ตามความเหมาะสมของการติดตั้ง

ควรเริ่มจากการระบุประเภทเอกสารที่ต้องการประมวลผล เตรียมตัวอย่างเอกสารจริง และทดสอบความแม่นยำในการดึงข้อมูล รวมถึงตรวจสอบความต้องการด้านความปลอดภัยและการเชื่อมต่อระบบ เพื่อให้เลือกแนวทางใช้งานได้เหมาะสมกับองค์กร

Facebook
X
LinkedIn

Popular Blog posts