Table of Contents

AI อ่านเอกสาร: เปลี่ยนข้อความจาก OCR ให้เป็นข้อมูลที่พร้อมใช้งานทางธุรกิจได้อย่างไร

Facebook
X
LinkedIn
AI อ่านเอกสาร

ธุรกิจต้องประมวลผลเอกสารจำนวนมากในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบสั่งซื้อ สัญญา แบบฟอร์มใบสมัคร และข้อมูลลูกค้า แม้ว่าองค์กรจำนวนมากจะใช้เทคโนโลยี Optical Character Recognition (OCR) เพื่อแปลงเอกสารที่สแกนและรูปภาพให้เป็นข้อความดิจิทัล แต่การดึงข้อความออกมาได้นั้นไม่ได้หมายความว่าระบบจะเข้าใจข้อมูลเหล่านั้นด้วย 

OCR แบบดั้งเดิมสามารถจดจำคำ ตัวเลข และตัวอักษรได้ แต่ไม่ได้เข้าใจเสมอไปว่าข้อมูลแต่ละค่าแสดงถึงอะไร หรือควรนำข้อมูลนั้นไปใช้ในกระบวนการทางธุรกิจอย่างไร 

ตัวอย่างเช่น ระบบ OCR อาจดึงข้อมูลจากเอกสารที่ประกอบด้วยชื่อบริษัท หมายเลขใบแจ้งหนี้ วันที่ออกเอกสาร และยอดรวมได้ แต่พนักงานยังอาจต้องระบุว่าข้อมูลแต่ละส่วนเป็นฟิลด์ใด ตรวจสอบความถูกต้อง และป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบ ERP หรือระบบบัญชีด้วยตนเอง 

นี่คือจุดที่เทคโนโลยี AI อ่านเอกสาร เข้ามามีบทบาทสำคัญ ด้วยการผสาน OCR เข้ากับ AI ที่สามารถทำความเข้าใจเอกสารได้ ธุรกิจจึงสามารถก้าวข้ามการดึงข้อความทั่วไป ไปสู่การสร้างข้อมูลที่มีโครงสร้าง ผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง และพร้อมนำไปใช้งานได้จริง 

ทำไม OCR แบบดั้งเดิมจึงยังไม่เพียงพอ 

OCR แบบดั้งเดิมมุ่งเน้นไปที่การจดจำข้อความจากรูปภาพและเอกสารที่สแกน โดยแปลงข้อมูลที่มองเห็นให้เป็นตัวอักษรที่คอมพิวเตอร์สามารถอ่านได้ ทำให้เอกสารค้นหาและประมวลผลได้ง่ายขึ้น 

อย่างไรก็ตาม OCR เพียงอย่างเดียวยังมีข้อจำกัด เมื่อธุรกิจต้องการข้อมูลที่มีโครงสร้างชัดเจน 

ลองพิจารณาตัวอย่างใบแจ้งหนี้ที่มีข้อมูลดังต่อไปนี้ 

  • Supplier Name: ABC Company 
  • Invoice Number: INV-2026-001 
  • Invoice Date: 15 October 2026 
  • Subtotal: 10,000 THB 
  • VAT: 700 THB 
  • Total Amount: 10,700 THB 

ระบบ OCR อาจสามารถจดจำค่าทั้งหมดเหล่านี้ได้สำเร็จ แต่แอปพลิเคชันทางธุรกิจต้องการมากกว่าชุดข้อความที่ดึงออกมาได้ ระบบจำเป็นต้องรู้ว่าข้อมูลแต่ละค่าเป็นของฟิลด์ใด 

ตัวอย่างเช่น ระบบต้องสามารถแยกวันที่ออกใบแจ้งหนี้ออกจากวันครบกำหนดชำระเงิน แยกยอดรวมก่อนภาษีออกจากยอดรวมทั้งสิ้น และแยกชื่อผู้จำหน่ายออกจากชื่อลูกค้าได้อย่างถูกต้อง 

หากไม่มีความสามารถในการทำความเข้าใจข้อมูล พนักงานยังคงต้องตรวจสอบเอกสารและจัดระเบียบข้อมูลที่ดึงออกมาด้วยตนเอง 

ความแตกต่างที่สำคัญคือ OCR ทำหน้าที่จดจำข้อความ ขณะที่ AI ที่สามารถทำความเข้าใจเอกสารจะช่วยระบุความหมายและความสัมพันธ์ของข้อมูลที่อยู่ภายในเอกสารนั้น 

AI อ่านและทำความเข้าใจเอกสารได้อย่างไร 

เทคโนโลยี AI สำหรับประมวลผลเอกสารผสานเทคโนโลยีหลายประเภทเข้าด้วยกัน เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาในเอกสารและแปลงข้อมูลให้เป็นข้อมูลที่มีโครงสร้าง 

แทนที่จะมองเอกสารเป็นเพียงกลุ่มคำที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน AI สามารถวิเคราะห์รูปแบบการจัดวางเนื้อหา บริบท ป้ายกำกับ และความสัมพันธ์ระหว่างฟิลด์ต่าง ๆ ได้ 

โดยทั่วไป กระบวนการนี้ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 1: การจดจำเอกสาร (Document Recognition) 

ระบบรับเอกสารในรูปแบบรูปภาพ ไฟล์ที่สแกน หรือไฟล์ PDF ดิจิทัล จากนั้นเทคโนโลยี OCR จะระบุข้อความและแปลงให้เป็นข้อมูลที่คอมพิวเตอร์สามารถอ่านได้ 

โซลูชันประมวลผลเอกสารสมัยใหม่ยังสามารถวิเคราะห์รูปแบบการจัดวางเอกสาร ตาราง และตำแหน่งขององค์ประกอบข้อความต่าง ๆ ได้อีกด้วย 

ขั้นตอนที่ 2: การจำแนกประเภทเอกสาร (Document Classification) 

AI จะระบุประเภทของเอกสาร เช่น ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบสั่งซื้อ สัญญา หรือแบบฟอร์มใบสมัคร 

การจำแนกประเภทมีความสำคัญ เนื่องจากเอกสารแต่ละประเภทมีข้อมูลที่แตกต่างกัน และต้องใช้กฎการประมวลผลที่ไม่เหมือนกัน 

ตัวอย่างเช่น ใบแจ้งหนี้อาจต้องดึงข้อมูลผู้จำหน่าย หมายเลขใบแจ้งหนี้ ข้อมูลภาษี และยอดชำระเงิน ขณะที่ใบสั่งซื้อจำเป็นต้องระบุรายละเอียดสินค้า จำนวน และมูลค่าการสั่งซื้อ 

ขั้นตอนที่ 3: การดึงข้อมูล (Information Extraction) 

AI จะระบุฟิลด์ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และจับคู่ค่าที่ดึงออกมาได้ให้ตรงกับโครงสร้างข้อมูลที่กำหนดไว้ 

ตัวอย่างเช่น 

ฟิลด์ข้อมูล 

ค่าที่ดึงออกมาได้ 

ชื่อผู้จำหน่าย 

ABC Company 

หมายเลขใบแจ้งหนี้ 

INV-2026-001 

วันที่ออกใบแจ้งหนี้ 

15 October 2026 

VAT 

700 THB 

ยอดรวมทั้งสิ้น 

10,700 THB 

ผลลัพธ์ที่ได้คือข้อมูลที่มีโครงสร้าง ซึ่งแอปพลิเคชันทางธุรกิจสามารถเข้าใจและนำไปประมวลผลต่อได้ 

ขั้นตอนที่ 4: การตรวจสอบและยืนยันความถูกต้อง (Validation and Verification) 

ก่อนนำข้อมูลที่ดึงออกมาเข้าสู่ระบบธุรกิจ ควรตรวจสอบข้อมูลกับกฎทางธุรกิจและระเบียนข้อมูลที่เกี่ยวข้องก่อน 

ตัวอย่างเช่น ระบบสามารถเปรียบเทียบยอดรวมในใบแจ้งหนี้กับใบสั่งซื้อ ตรวจสอบว่ามีฟิลด์ที่จำเป็นครบถ้วนหรือไม่ และระบุค่าข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกันได้ 

หากข้อมูลบางส่วนขาดหายไป หรือระดับความเชื่อมั่นของผลลัพธ์ต่ำเกินไป ระบบสามารถส่งเอกสารให้พนักงานตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องได้ 

การผสานกระบวนการจดจำ ทำความเข้าใจ ดึงข้อมูล และตรวจสอบความถูกต้องเข้าด้วยกัน ช่วยลดภาระในการจัดการเอกสารด้วยตนเองได้ 

การประยุกต์ใช้ AI สำหรับประมวลผลเอกสารในธุรกิจ 

เทคโนโลยี AI ที่สามารถทำความเข้าใจเอกสารช่วยสนับสนุนการดำเนินงานทางธุรกิจได้หลายด้าน โดยเฉพาะกระบวนการที่ต้องจัดการเอกสารกึ่งโครงสร้างหรือไม่มีโครงสร้างจำนวนมาก 

การประมวลผลใบแจ้งหนี้และใบเสร็จรับเงิน 

AI สามารถดึงข้อมูลผู้จำหน่าย หมายเลขใบแจ้งหนี้ วันที่ จำนวนภาษี และยอดชำระเงินได้ จากนั้นสามารถส่งข้อมูลที่มีโครงสร้างเข้าสู่ระบบบัญชีหรือ ERP เพื่อประมวลผลในขั้นตอนถัดไป 

การจัดการใบสั่งซื้อ 

AI สามารถระบุรายละเอียดสินค้า จำนวน ราคา และข้อมูลผู้จำหน่ายได้ ธุรกิจสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้สนับสนุนการตรวจสอบใบสั่งซื้อและเวิร์กโฟลว์การจัดซื้อได้ 

การประมวลผลสัญญา 

AI สามารถระบุข้อมูลสำคัญในสัญญา รวมถึงคู่สัญญา วันที่มีผลบังคับใช้ วันต่ออายุ และข้อกำหนดหรือเงื่อนไขเฉพาะต่าง ๆ พนักงานสามารถนำข้อมูลที่ดึงออกมาไปใช้สนับสนุนการตรวจสอบและบริหารจัดการสัญญาได้ 

การประมวลผลเอกสารด้านทรัพยากรบุคคล (HR) 

องค์กรสามารถดึงข้อมูลพนักงานจากแบบฟอร์มสมัครงาน เอกสารระบุตัวตน และเอกสารประกอบการเริ่มงานของพนักงานใหม่ ช่วยลดการป้อนข้อมูลซ้ำ ๆ ด้วยตนเอง 

การประมวลผลเอกสารทางการแพทย์ 

AI สามารถช่วยดึงข้อมูลที่มีโครงสร้างจากแบบฟอร์มทางการแพทย์ รายงาน และเอกสารด้านสุขภาพประเภทอื่น ๆ ได้ ทั้งนี้ การประมวลผลข้อมูลทางการแพทย์ที่มีความละเอียดอ่อนจำเป็นต้องมีมาตรการด้านความเป็นส่วนตัว ความถูกต้อง และการตรวจสอบยืนยันโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างเหมาะสม 

คุณค่าของการประยุกต์ใช้เหล่านี้เกิดจากการทำให้ข้อมูลในเอกสารสามารถนำไปใช้ในกระบวนการทางธุรกิจได้จริง ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเอกสารกระดาษให้กลายเป็นข้อความดิจิทัลเท่านั้น 

เปลี่ยนข้อความที่ดึงได้ให้เป็นข้อมูลที่พร้อมใช้งานทางธุรกิจ

หนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องพิจารณาเมื่อนำ AI มาใช้ประมวลผลเอกสาร คือการกำหนดว่าข้อมูลที่ดึงออกมาได้จะถูกนำไปใช้อย่างไร

โซลูชันไม่ควรหยุดเพียงแค่การสร้างไฟล์สเปรดชีตหรือไฟล์ข้อความ แต่ควรจัดเตรียมข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่แอปพลิเคชันปลายทางสามารถเข้าใจและนำไปใช้งานต่อได้

ตัวอย่างเช่น เวิร์กโฟลว์การประมวลผลใบแจ้งหนี้อาจประกอบด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. รับใบแจ้งหนี้ผ่านอีเมลหรือการอัปโหลดเอกสาร
  2. ระบุประเภทเอกสารว่าเป็นใบแจ้งหนี้
  3. ดึงรายละเอียดผู้จำหน่าย หมายเลขใบแจ้งหนี้ วันที่ และจำนวนเงิน
  4. ตรวจสอบฟิลด์ที่จำเป็นและคำนวณยอดรวมในกรณีที่เหมาะสม
  5. เปรียบเทียบข้อมูลที่ดึงออกมากับรายการใบสั่งซื้อที่มีอยู่
  6. ส่งข้อมูลที่พบข้อยกเว้นให้พนักงานตรวจสอบและยืนยัน
  7. ส่งข้อมูลที่ได้รับอนุมัติเข้าสู่ระบบบัญชีหรือ ERP

กระบวนการนี้ช่วยสร้างเวิร์กโฟลว์การประมวลผลเอกสารที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจควรตระหนักว่าการดึงข้อมูลด้วย AI ไม่ได้หมายความว่าจะมีความถูกต้องโดยอัตโนมัติ กฎการตรวจสอบความถูกต้อง เกณฑ์ระดับความเชื่อมั่น การจัดการกรณีผิดปกติ และการตรวจสอบโดยมนุษย์ยังคงมีความสำคัญ โดยเฉพาะเอกสารทางการเงินและเอกสารที่อยู่ภายใต้ข้อกำกับดูแล 

สิ่งที่ธุรกิจควรพิจารณาก่อนนำ AI มาใช้ประมวลผลเอกสาร 

การเลือกโซลูชัน AI สำหรับประมวลผลเอกสารจำเป็นต้องพิจารณามากกว่าการเปรียบเทียบความแม่นยำในการจดจำข้อความ องค์กรควรประเมินว่าเทคโนโลยีสามารถรองรับความต้องการทางธุรกิจที่แท้จริงได้หรือไม่ 

ปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณา ได้แก่ 

  • ความหลากหลายของเอกสาร (Document Variety): โซลูชันสามารถประมวลผลเอกสารที่มีรูปแบบ เลย์เอาต์ ภาษา และประเภทแตกต่างกันได้หรือไม่ 
  • ความแม่นยำในการดึงข้อมูล (Extraction Accuracy): สามารถระบุฟิลด์ข้อมูลเฉพาะที่แอปพลิเคชันทางธุรกิจต้องการได้หรือไม่ 
  • การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล (Data Validation): สามารถตรวจสอบค่าที่ดึงออกมากับกฎทางธุรกิจและข้อมูลที่มีอยู่ได้หรือไม่ 
  • การเชื่อมต่อระบบ (System Integration): สามารถเชื่อมโยงข้อมูลที่มีโครงสร้างเข้ากับระบบ ERP, CRM ระบบบัญชี หรือระบบจัดการเอกสารได้หรือไม่ 
  • ความปลอดภัย (Security): เอกสารที่มีข้อมูลละเอียดอ่อนได้รับการปกป้องด้วยการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงและนโยบายการจัดการข้อมูลที่เหมาะสมหรือไม่ 
  • การตรวจสอบโดยมนุษย์ (Human Verification): พนักงานสามารถตรวจสอบผลลัพธ์ที่ไม่แน่ใจหรือไม่ถูกต้องก่อนนำไปประมวลผลต่อได้หรือไม่ 
  • ความสามารถในการรองรับการขยายตัว (Scalability): โซลูชันสามารถรองรับปริมาณเอกสารที่เพิ่มขึ้น โดยไม่ทำให้เกิดต้นทุนการดำเนินงานที่ไม่จำเป็นได้หรือไม่ 

ธุรกิจควรเริ่มต้นจากกรณีการใช้งานที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน เช่น การดึงข้อมูลจากใบแจ้งหนี้หรือการประมวลผลใบเสร็จรับเงิน จากนั้นจึงวัดผลด้านความแม่นยำในการดึงข้อมูล ระยะเวลาในการประมวลผล อัตราการแก้ไขข้อมูลด้วยตนเอง และการปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวมของการดำเนินงาน 

การเลือกโซลูชัน AI สำหรับประมวลผลเอกสารที่เหมาะสม 

โซลูชันที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของเอกสาร ความต้องการทางธุรกิจ และระดับของระบบอัตโนมัติที่องค์กรต้องการนำมาใช้ 

OCR แบบดั้งเดิมอาจเพียงพอสำหรับการแปลงเอกสารสิ่งพิมพ์ทั่วไปให้เป็นข้อความที่สามารถค้นหาได้ แต่สำหรับธุรกิจที่ต้องการระบุฟิลด์ข้อมูลเฉพาะ ทำความเข้าใจโครงสร้างเอกสาร ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ดึงออกมา และเชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับแอปพลิเคชันระดับองค์กร ควรพิจารณาใช้เทคโนโลยี AI สำหรับประมวลผลเอกสาร 

โซลูชันอย่าง Microsoft Azure AI Document Intelligence สามารถดึงข้อมูลที่มีโครงสร้างจากเอกสารโดยใช้โมเดล AI สำเร็จรูปและโมเดลที่ปรับแต่งได้ เมื่อนำมาทำงานร่วมกับระบบ Workflow Automation ธุรกิจจะสามารถปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบเอกสาร การอนุมัติ และการส่งต่อข้อมูลให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น 

Fusion Solution นำเสนอซอฟต์แวร์ AI OCR ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจดึงและประมวลผลข้อมูลจากเอกสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าคุณต้องการทำให้กระบวนการประมวลผลใบแจ้งหนี้เป็นระบบอัตโนมัติ ดึงข้อมูลจากเอกสารทางธุรกิจ หรือลดการป้อนข้อมูลด้วยตนเอง ทีมงานของเราพร้อมช่วยคุณค้นหาโซลูชันที่เหมาะสมกับความต้องการขององค์กร 

หากคุณสนใจปรับปรุงเวิร์กโฟลว์การประมวลผลเอกสาร สามารถติดต่อ Fusion Solution เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชัน AI OCR ของเรา 

สรุป 

OCR แบบดั้งเดิมช่วยให้ธุรกิจแปลงเอกสารเป็นข้อความดิจิทัลได้ แต่การดึงข้อความเพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถขจัดขั้นตอนการประมวลผลเอกสารด้วยตนเองได้ทั้งหมด 

เทคโนโลยี AI ที่สามารถทำความเข้าใจเอกสารช่วยยกระดับกระบวนการให้มากขึ้น โดยสามารถจำแนกประเภทเอกสาร ระบุฟิลด์ข้อมูลสำคัญ ดึงข้อมูลที่มีโครงสร้าง และสนับสนุนการตรวจสอบความถูกต้องก่อนส่งข้อมูลเข้าสู่แอปพลิเคชันทางธุรกิจ 

ด้วยการผสาน OCR, AI, การตรวจสอบความถูกต้อง และการเชื่อมต่อระบบเข้าด้วยกันอย่างเหมาะสม องค์กรสามารถเปลี่ยนการประมวลผลเอกสารจากงานป้อนข้อมูลด้วยตนเอง ให้กลายเป็นเวิร์กโฟลว์ทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

คุณค่าที่แท้จริงของ AI อ่านเอกสาร ไม่ได้อยู่ที่การจดจำเพียงว่าเอกสารเขียนอะไรไว้ แต่อยู่ที่การเปลี่ยนข้อมูลภายในเอกสารให้กลายเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง มีโครงสร้าง และธุรกิจสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

สนใจผลิตภัณฑ์และบริการของ Microsoft หรือไม่ ส่งข้อความถึงเราที่นี่

สำรวจเครื่องมือดิจิทัลของเรา

หากคุณสนใจในการนำระบบจัดการความรู้มาใช้ในองค์กรของคุณ ติดต่อ SeedKM เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบจัดการความรู้ภายในองค์กร หรือสำรวจผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น Jarviz สำหรับการบันทึกเวลาทำงานออนไลน์, OPTIMISTIC สำหรับการจัดการบุคลากร HRM-Payroll, Veracity สำหรับการเซ็นเอกสารดิจิทัล, และ CloudAccount สำหรับการบัญชีออนไลน์

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบจัดการความรู้และเครื่องมือการจัดการอื่นๆ ได้ที่ Fusionsol Blog, IP Phone Blog, Chat Framework Blog, และ OpenAI Blog.

New Gemini Tools For Educators: Empowering Teaching with AI

Digital Signature

E Signature

E Learning

Online Learning

ถ้าอยากติดตามข่าวเทคโนโลยีและข่าว AI ที่กำลังเป็นกระแสทุกวัน ลองเข้าไปดูที่ เว็บไซต์นี้ มีอัปเดตใหม่ๆ ให้ตามทุกวันเลย!

Fusionsol Blog in Vietnamese

Related Articles

Facebook
X
LinkedIn

Popular Blog posts