ทำ Paperless ในองค์กร อย่างไร ลดกระดาษโดยไม่เพิ่มภาระงานพนักงาน

หลายองค์กรต้องการลดการใช้กระดาษ ปรับปรุงการจัดการเอกสาร และเปลี่ยนไปสู่การดำเนินงานในรูปแบบดิจิทัล อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลประการหนึ่งที่มักทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้ล่าช้า นั่นคือ การเปลี่ยนไปสู่การทำงานแบบไร้กระดาษจะทำให้พนักงานมีงานเพิ่มขึ้นหรือไม่
หากออกแบบกระบวนการไม่เหมาะสม การสแกนเอกสาร การจัดระเบียบโฟลเดอร์ดิจิทัล และการคีย์ข้อมูลลงในแอปพลิเคชันทางธุรกิจ อาจกลายเป็นหน้าที่เพิ่มเติมของพนักงาน แทนที่จะช่วยลดงานธุรการ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอาจเป็นเพียงการเปลี่ยนงานที่เคยทำบนกระดาษให้กลายเป็นงานดิจิทัลเท่านั้น
การ ทำ Paperless ในองค์กร ให้ประสบความสำเร็จจึงต้องอาศัยมากกว่าการจัดเก็บเอกสารในรูปแบบดิจิทัล องค์กรจำเป็นต้องมีโซลูชันที่ช่วยลดความซับซ้อนของกระบวนการทำงาน ทำงานซ้ำ ๆ ให้เป็นระบบอัตโนมัติ และช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น เมื่อผสานแบบฟอร์มดิจิทัล ระบบจัดการเอกสาร OCR และระบบอัตโนมัติสำหรับกระบวนการทำงานเข้าด้วยกันอย่างเหมาะสม องค์กรก็สามารถลดการใช้กระดาษได้โดยไม่เพิ่มภาระงานให้พนักงาน
เหตุใดการเปลี่ยนไปสู่การทำงานแบบไร้กระดาษจึงอาจเพิ่มภาระงาน
การเปลี่ยนเอกสารให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลไม่ได้หมายความว่ากระบวนการทำงานจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยอัตโนมัติ หากองค์กรเพียงเปลี่ยนขั้นตอนการทำงานบนกระดาษให้เป็นรูปแบบดิจิทัล โดยไม่ได้ปรับปรุงกระบวนการเดิม พนักงานอาจยังต้องทำงานแบบเดิม เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น พนักงานอาจต้องสแกนใบแจ้งหนี้ เปลี่ยนชื่อไฟล์ อัปโหลดไปยังโฟลเดอร์ส่วนกลาง คีย์รายละเอียดลงในโปรแกรมบัญชี และส่งอีเมลให้ผู้จัดการอนุมัติ แม้เอกสารจะอยู่ในรูปแบบดิจิทัลแล้ว แต่ภาระงานที่ต้องทำด้วยตนเองส่วนใหญ่ยังคงเหมือนเดิม
ปัญหาที่พบได้บ่อย ได้แก่ การคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อน การจัดเก็บไฟล์ดิจิทัลที่ไม่เป็นระบบ การสแกนและจัดเก็บเอกสารด้วยตนเอง และขั้นตอนการอนุมัติที่ซับซ้อน นอกจากนี้ พนักงานอาจต้องเรียนรู้เครื่องมือใหม่ที่ทำให้งานประจำวันยุ่งยากกว่าเดิม
แนวทางแก้ไขคือการตัดงานที่ไม่จำเป็นออก แทนที่จะเพียงเปลี่ยนกระดาษให้เป็นไฟล์ดิจิทัล
- ปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ง่ายขึ้นก่อนเปลี่ยนเป็นระบบดิจิทัล
ก่อนนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ ควรตรวจสอบว่าเอกสารเคลื่อนผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ภายในองค์กรอย่างไร ระบุว่าเอกสารใดต้องพิมพ์ ใครเป็นผู้รับผิดชอบ มีการบันทึกข้อมูลตรงจุดใด และขั้นตอนใดทำให้เกิดความล่าช้า
ตัวอย่างเช่น กระบวนการอนุมัติการจัดซื้ออาจเริ่มจากการพิมพ์คำขอซื้อ ขอให้ผู้จัดการลงนาม สแกนเอกสารที่อนุมัติแล้ว และส่งอีเมลต่อให้ฝ่ายการเงิน
กระบวนการดิจิทัลสามารถแทนที่ขั้นตอนเหล่านี้ด้วยแบบฟอร์มออนไลน์ การส่งคำขอไปยังผู้อนุมัติโดยอัตโนมัติ และระบบติดตามสถานะจากส่วนกลาง
ควรเริ่มจากกระบวนการที่มีเอกสารจำนวนมากเพียงหนึ่งหรือสองกระบวนการ แล้วตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกก่อนนำระบบอัตโนมัติมาใช้ วิธีนี้ช่วยให้องค์กรเปลี่ยนไปสู่การทำงานดิจิทัลได้โดยไม่สร้างภาระงานด้านธุรการเพิ่มเติม
- ใช้แบบฟอร์มดิจิทัลแทนการสแกนเอกสารทุกฉบับ
วิธีหนึ่งที่ช่วยลดงานที่เกี่ยวข้องกับกระดาษได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือการป้องกันไม่ให้เอกสารกลายเป็นกระดาษตั้งแต่แรก
องค์กรสามารถใช้แบบฟอร์มดิจิทัลสำหรับการเบิกค่าใช้จ่าย การลางาน คำขอจัดซื้อ การรับพนักงานใหม่ และคำขอรับบริการภายในองค์กร
ข้อมูลที่กรอกผ่านแบบฟอร์มดิจิทัลสามารถส่งตรงไปยังระบบที่เกี่ยวข้องได้ ฟิลด์ที่กำหนดให้กรอกช่วยป้องกันการส่งข้อมูลไม่ครบถ้วน ขณะที่เมนูแบบเลือกและกฎการตรวจสอบข้อมูลช่วยลดความไม่สม่ำเสมอในการกรอกข้อมูล
ตัวอย่างเช่น พนักงานสามารถส่งคำขอเบิกค่าใช้จ่ายผ่านระบบออนไลน์ได้โดยไม่ต้องพิมพ์แบบฟอร์มหรือสแกนเอกสารที่ลงนามแล้ว จากนั้นระบบสามารถส่งข้อมูลไปยังผู้จัดการที่มีหน้าที่อนุมัติได้โดยตรง
ควรออกแบบแบบฟอร์มให้ใช้งานง่ายและเก็บเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อการดำเนินงาน เป้าหมายคือทำให้กระบวนการดิจิทัลสะดวกกว่าการใช้เอกสารกระดาษ
- ใช้ OCR เพื่อทำให้การอ่านเอกสารและการคีย์ข้อมูลเป็นระบบอัตโนมัติ
เอกสารบางประเภทไม่สามารถยกเลิกการใช้กระดาษได้ทั้งหมด เพราะมาจากแหล่งภายนอก เช่น ผู้จำหน่ายที่ส่งใบแจ้งหนี้ ลูกค้าที่ส่งแบบฟอร์มสแกน หรือคู่ค้าที่ยังคงใช้กระบวนการทำงานบนกระดาษ
Optical Character Recognition (OCR) ช่วยลดภาระงานด้วยตนเองในการแปลงเอกสารเหล่านี้ให้เป็นดิจิทัล โดยสามารถรู้จำข้อความในเอกสารสแกน รูปภาพ และไฟล์ PDF แล้วแปลงเป็นข้อมูลที่คอมพิวเตอร์อ่านได้
ขึ้นอยู่กับโซลูชันที่เลือกใช้ เทคโนโลยีประมวลผลเอกสารยังสามารถดึงข้อมูลเฉพาะฟิลด์ได้ เช่น หมายเลขใบแจ้งหนี้ ชื่อผู้จำหน่าย วันที่ และยอดเงินรวม
ลองพิจารณาทีมการเงินที่ต้องประมวลผลใบแจ้งหนี้หลายร้อยฉบับในแต่ละเดือน แทนที่จะต้องอ่านใบแจ้งหนี้ทุกฉบับและคีย์ข้อมูลลงในโปรแกรมบัญชีด้วยตนเอง กระบวนการที่ใช้ OCR สามารถดึงข้อมูลออกมาเพื่อให้ตรวจสอบและประมวลผลต่อได้
สำหรับธุรกิจที่ต้องการ ทำ Paperless ในองค์กร ความแตกต่างนี้มีความสำคัญ เพราะการสแกนช่วยสร้างไฟล์ดิจิทัล ขณะที่ OCR ช่วยเปลี่ยนไฟล์ดังกล่าวให้กลายเป็นข้อมูลที่พร้อมใช้งาน
เมื่อใช้ร่วมกับการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันทางธุรกิจ OCR สามารถลดการพิมพ์ข้อมูลซ้ำ ๆ และช่วยให้พนักงานมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบรายการที่มีข้อยกเว้น แทนที่จะต้องจัดการเอกสารทุกฉบับด้วยตนเอง
- รวมศูนย์การจัดเก็บเอกสารและทำให้ค้นหาไฟล์ได้
เอกสารดิจิทัลจะไม่มีประโยชน์มากนักหากพนักงานไม่สามารถค้นหาได้อย่างรวดเร็ว การบันทึกไฟล์ไว้ในคอมพิวเตอร์ส่วนตัว ไฟล์แนบในอีเมล และโฟลเดอร์ส่วนกลางหลายแห่ง อาจสร้างปัญหาแบบเดียวกับการจัดเก็บเอกสารในตู้แฟ้ม
ระบบจัดการเอกสารแบบรวมศูนย์ช่วยให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลจากแหล่งเดียวได้ คุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ ได้แก่ การค้นหาข้อความภายในเอกสาร การกรองด้วยเมทาดาทา การกำหนดสิทธิ์เข้าถึง การควบคุมเวอร์ชัน และประวัติการจัดการเอกสาร
ตัวอย่างเช่น พนักงานสามารถค้นหาใบแจ้งหนี้ด้วยชื่อผู้จำหน่ายหรือหมายเลขใบแจ้งหนี้ได้ โดยไม่ต้องเปิดโฟลเดอร์หลายแห่งเพื่อตรวจสอบทีละไฟล์
องค์กรควรกำหนดกฎให้ชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิ์การเข้าถึง ผู้รับผิดชอบ และระยะเวลาการเก็บรักษาเอกสาร อย่างไรก็ตาม พนักงานไม่ควรต้องเสียเวลามากเกินไปกับการจัดระเบียบไฟล์แต่ละไฟล์ด้วยตนเอง หากทำได้ ควรใช้ระบบอัตโนมัติช่วยจำแนกประเภทเอกสาร จัดทำดัชนี และบันทึกเมทาดาทา
- เปลี่ยนการอนุมัติเอกสารบนกระดาษให้เป็นกระบวนการดิจิทัล
การพิมพ์เอกสารเพื่อขอลายเซ็นอาจทำให้เกิดความล่าช้าและเพิ่มงานธุรการที่ไม่จำเป็น พนักงานอาจต้องพิมพ์ไฟล์ นำไปให้ผู้จัดการ รอการอนุมัติ สแกนเอกสารที่ลงนามแล้ว และส่งต่อให้แผนกอื่น
ระบบอนุมัติดิจิทัลช่วยให้เอกสารเคลื่อนผ่านระหว่างพนักงานได้ทางอิเล็กทรอนิกส์ ผู้อนุมัติสามารถตรวจสอบคำขอ แสดงความคิดเห็น อนุมัติหรือปฏิเสธ และติดตามความคืบหน้าผ่านระบบส่วนกลางได้
ตัวอย่างเช่น คำขอซื้อสามารถส่งต่อจากพนักงานไปยังผู้จัดการแผนกและต่อไปยังฝ่ายการเงินโดยอัตโนมัติ การแจ้งเตือนช่วยลดโอกาสที่คำขอจะถูกมองข้าม ขณะที่ประวัติการอนุมัติช่วยให้ตรวจสอบขั้นตอนต่าง ๆ ได้ชัดเจน
ในกรณีที่กฎหมายอนุญาต การใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือลายมือชื่อดิจิทัลยังช่วยลดความจำเป็นในการพิมพ์เอกสารได้อีกด้วย โดยควรเลือกวิธีลงนามให้เหมาะสมกับข้อกำหนดทางกฎหมายและความปลอดภัยของเอกสารแต่ละประเภท
- เชื่อมต่อการประมวลผลเอกสารเข้ากับระบบธุรกิจที่มีอยู่
การถ่ายโอนข้อมูลด้วยตนเองระหว่างแอปพลิเคชันเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดงานซ้ำโดยไม่จำเป็น
พนักงานอาจดึงข้อมูลจากใบแจ้งหนี้ แล้วนำไปกรอกในโปรแกรมบัญชี ก่อนคัดลอกรายละเอียดเดิมลงในสเปรดชีตสำหรับติดตามงาน แม้กระบวนการทั้งหมดจะเป็นดิจิทัล แต่ก็ยังคงซ้ำซ้อนและไม่มีประสิทธิภาพ
การเชื่อมต่อระบบช่วยให้แอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้องแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้โดยอัตโนมัติ ขึ้นอยู่กับความต้องการทางธุรกิจ เครื่องมือประมวลผลเอกสารสามารถเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม ERP โปรแกรมบัญชี ระบบ HR ฐานข้อมูล และแอปพลิเคชันภายในองค์กรผ่าน API หรือเครื่องมือเชื่อมต่อที่รองรับ
เมื่อเอกสารผ่านการประมวลผลและตรวจสอบความถูกต้องแล้ว ข้อมูลที่ดึงออกมาสามารถส่งต่อไปยังระบบที่เกี่ยวข้องได้โดยไม่ต้องให้พนักงานคีย์ข้อมูลเดิมซ้ำอีกครั้ง
ก่อนเลือกโซลูชัน ควรตรวจสอบความเข้ากันได้กับแอปพลิเคชันที่ใช้อยู่ ข้อกำหนดด้านความปลอดภัย และรูปแบบเอกสารที่ต้องรองรับ ควรเริ่มจากการทำให้การถ่ายโอนข้อมูลที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เป็นระบบอัตโนมัติก่อน แล้วจึงขยายไปสู่กระบวนการที่ซับซ้อนขึ้น
- เริ่มเปลี่ยนไปสู่การทำงานแบบไร้กระดาษทีละขั้นตอนและวัดผลลัพธ์
แม้ระบบจะได้รับการออกแบบมาอย่างดี ก็อาจไม่ประสบความสำเร็จหากพนักงานใช้งานได้ยาก องค์กรควรทยอยนำการเปลี่ยนแปลงมาใช้ จัดการฝึกอบรมที่นำไปใช้ได้จริง และรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่จัดการเอกสารเป็นประจำทุกวัน
เริ่มจากกระบวนการที่พนักงานเห็นว่าใช้เวลามาก ทดลองใช้ขั้นตอนการทำงานใหม่ แก้ไขปัญหาด้านการใช้งาน และขยายผลเมื่อกระบวนการทำงานมีความเสถียรแล้ว
องค์กรควรวัดผลด้วยว่าการเปลี่ยนเป็นดิจิทัลช่วยลดภาระงานได้จริงหรือไม่ ตัวชี้วัดที่เป็นประโยชน์ ได้แก่ ระยะเวลาประมวลผลเอกสาร ปริมาณการคีย์ข้อมูลด้วยตนเอง เวลาในการค้นหาเอกสาร ระยะเวลาการอนุมัติ และอัตราการเกิดข้อผิดพลาด
ตัวอย่างเช่น การลดต้นทุนการพิมพ์อาจดูเหมือนเป็นความสำเร็จ แต่หากพนักงานต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นหลายชั่วโมงในการสแกนและจัดระเบียบไฟล์ กระบวนการโดยรวมก็อาจไม่ได้ดีขึ้นจริง
เป้าหมายคือการลดภาระงานธุรการทั้งหมด ไม่ใช่เพียงลดจำนวนหน้ากระดาษที่พิมพ์ออกมา

วิธีวัดความสำเร็จของโครงการไร้กระดาษ
องค์กรควรประเมินโครงการไร้กระดาษจากการปรับปรุงประสิทธิภาพของกระบวนการทำงานโดยรวม ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะปริมาณกระดาษที่ลดลง
ตัวชี้วัดที่มีประโยชน์ ได้แก่
- ระยะเวลาประมวลผลเอกสาร: งานที่เกี่ยวข้องกับเอกสารใช้เวลานานเท่าใดก่อนและหลังนำระบบมาใช้
- การคีย์ข้อมูลด้วยตนเอง: ยังมีข้อมูลกี่ฟิลด์หรือกี่รายการที่พนักงานต้องพิมพ์เอง
- ระยะเวลาในการค้นหาเอกสาร: พนักงานสามารถค้นหาไฟล์ที่ต้องการได้รวดเร็วเพียงใด
- ระยะเวลาการอนุมัติ: คำขอใช้เวลารอการอนุมัติหรือการปฏิเสธนานเท่าใด
- อัตราข้อผิดพลาดและการทำงานซ้ำ: พนักงานต้องแก้ไขข้อมูลหรือทำกระบวนการเดิมซ้ำบ่อยเพียงใด
- การยอมรับของพนักงาน: พนักงานใช้ระบบใหม่อย่างสม่ำเสมอหรือไม่ และเห็นว่าระบบใช้งานง่ายกว่ากระบวนการเดิมหรือไม่
ตัวชี้วัดเหล่านี้ช่วยให้องค์กรมองเห็นว่าการเปลี่ยนเป็นดิจิทัลช่วยลดภาระงานได้จริง หรือเพียงย้ายงานธุรการจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง
ตัวอย่างเช่น การลดต้นทุนการพิมพ์อาจเป็นผลลัพธ์ที่ดี แต่หากพนักงานต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นในการสแกน จัดระเบียบ และคีย์ข้อมูล กระบวนการโดยรวมก็อาจไม่ได้รับการปรับปรุง การวัดทั้งเวลาที่ประหยัดได้และการลดข้อผิดพลาดจะช่วยให้ประเมินผลลัพธ์ได้สมจริงมากขึ้น
ปรับปรุงการทำงานแบบไร้กระดาษด้วย DOVA OCR
การสร้างองค์กรไร้กระดาษมักต้องใช้เทคโนโลยีหลายประเภทร่วมกัน เช่น แบบฟอร์มดิจิทัล ระบบจัดการเอกสาร ระบบอัตโนมัติสำหรับกระบวนการทำงาน OCR และการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันทางธุรกิจ
สำหรับองค์กรที่ต้องประมวลผลเอกสารสแกนจำนวนมาก เทคโนโลยี OCR และระบบอัจฉริยะสำหรับประมวลผลเอกสารสามารถช่วยลดหนึ่งในสาเหตุสำคัญของงานซ้ำ ๆ นั่นคือการอ่านและคีย์ข้อมูลด้วยตนเอง
DOVA OCR เป็นแพลตฟอร์มระบบอัจฉริยะสำหรับประมวลผลเอกสารที่ขับเคลื่อนด้วย AI และพัฒนาบน Microsoft Azure โดยรองรับการรู้จำข้อความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ การดึงข้อความและข้อมูลจากเอกสาร การเชื่อมต่อกับระบบภายนอกผ่าน External Connector และการตรวจสอบข้อมูลโดยบุคลากร เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ตรวจทานข้อมูลที่ดึงออกมา
ความสามารถเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจเปลี่ยนเอกสารที่ได้รับเข้ามาให้เป็นข้อมูลที่มีโครงสร้าง ตรวจสอบข้อมูลที่ดึงออกมา และเชื่อมต่อกระบวนการประมวลผลเอกสารเข้ากับกระบวนการทำงานทางธุรกิจที่มีอยู่ได้
แทนที่จะมองว่าการสแกนเป็นขั้นตอนสุดท้าย องค์กรสามารถนำ DOVA OCR มาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่กว้างขึ้น เพื่อลดการคีย์ข้อมูลด้วยตนเองและปรับปรุงการจัดการเอกสารในฝ่ายการเงิน ฝ่ายทรัพยากรบุคคล และฝ่ายปฏิบัติการ
สรุป
การสร้างองค์กรไร้กระดาษควรช่วยให้พนักงานทำงานง่ายขึ้น ไม่ใช่เพิ่มขั้นตอนธุรการอีกชั้นหนึ่ง ธุรกิจสามารถบรรลุเป้าหมายนี้ได้ด้วยการปรับปรุงกระบวนการทำงาน ใช้แบบฟอร์มดิจิทัล ทำให้การอ่านเอกสารเป็นระบบอัตโนมัติ รวมศูนย์ไฟล์ที่ค้นหาได้ และเชื่อมต่อระบบต่าง ๆ เพื่อลดการคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อน
ควรเริ่มจากกระบวนการที่มีเอกสารจำนวนมากและต้องทำงานซ้ำ ๆ เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง และวัดผลการปรับปรุงทั้งด้านระยะเวลาประมวลผลและภาระงาน
ด้วยเทคโนโลยีและการออกแบบกระบวนการทำงานที่เหมาะสม องค์กรสามารถลดการใช้กระดาษพร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนกระดาษให้เป็นไฟล์ดิจิทัลเท่านั้น แต่อยู่ที่การสร้างวิธีทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
สนใจผลิตภัณฑ์และบริการของ Microsoft หรือไม่ ส่งข้อความถึงเราที่นี่
สำรวจเครื่องมือดิจิทัลของเรา
หากคุณสนใจในการนำระบบจัดการความรู้มาใช้ในองค์กรของคุณ ติดต่อ SeedKM เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบจัดการความรู้ภายในองค์กร หรือสำรวจผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น Jarviz สำหรับการบันทึกเวลาทำงานออนไลน์, OPTIMISTIC สำหรับการจัดการบุคลากร HRM-Payroll, Veracity สำหรับการเซ็นเอกสารดิจิทัล, และ CloudAccount สำหรับการบัญชีออนไลน์
อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบจัดการความรู้และเครื่องมือการจัดการอื่นๆ ได้ที่ Fusionsol Blog, IP Phone Blog, Chat Framework Blog, และ OpenAI Blog.
New Gemini Tools For Educators: Empowering Teaching with AI
ถ้าอยากติดตามข่าวเทคโนโลยีและข่าว AI ที่กำลังเป็นกระแสทุกวัน ลองเข้าไปดูที่ เว็บไซต์นี้ มีอัปเดตใหม่ๆ ให้ตามทุกวันเลย!
Fusionsol Blog in Vietnamese
Related Articles
Frequently Asked Questions (FAQ)
DOVA OCR รองรับเอกสารประเภทใดบ้าง?
DOVA OCR สามารถช่วยประมวลผลเอกสารทางธุรกิจ เช่น ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน แบบฟอร์ม และเอกสารที่สแกนเป็นไฟล์ดิจิทัล ช่วยให้การจัดการข้อมูลสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
DOVA OCR ช่วยลดขั้นตอนการทำงานของพนักงานได้อย่างไร?
ระบบช่วยอ่านข้อความและดึงข้อมูลสำคัญจากเอกสาร ลดการป้อนข้อมูลด้วยมือ และช่วยให้พนักงานใช้เวลากับการตรวจสอบข้อมูลและงานที่ต้องอาศัยการตัดสินใจได้มากขึ้น
ข้อมูลที่ระบบอ่านได้มีความแม่นยำแค่ไหน?
ความแม่นยำขึ้นอยู่กับคุณภาพของเอกสาร รูปแบบตัวอักษร และความซับซ้อนของข้อมูล ควรตรวจสอบผลลัพธ์ก่อนนำไปใช้งาน โดยเฉพาะข้อมูลทางการเงินหรือข้อมูลสำคัญขององค์กร
DOVA OCR สามารถเชื่อมต่อกับระบบงานเดิมขององค์กรได้หรือไม่?
DOVA OCR รองรับความสามารถ เช่น การส่งออกข้อมูลเป็น CSV การจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูล และ RESTful API ซึ่งสามารถนำไปใช้เชื่อมต่อกับระบบอื่นได้ตามความเหมาะสมของการติดตั้ง
ธุรกิจควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนเริ่มใช้งาน DOVA OCR?
ควรเริ่มจากการระบุประเภทเอกสารที่ต้องการประมวลผล เตรียมตัวอย่างเอกสารจริง และทดสอบความแม่นยำในการดึงข้อมูล รวมถึงตรวจสอบความต้องการด้านความปลอดภัยและการเชื่อมต่อระบบ เพื่อให้เลือกแนวทางใช้งานได้เหมาะสมกับองค์กร










