Table of Contents

การป้องกันการสูญหายของข้อมูล (DLP) คืออะไร ?

Facebook
X
LinkedIn
การป้องกันการสูญหายของข้อมูล (DLP)

การป้องกันการสูญหายของข้อมูล (DLP) คือกรอบด้านความปลอดภัยที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรตรวจจับ เฝ้าระวัง และปกป้องข้อมูลสำคัญไม่ให้ถูกแชร์โดยไม่เหมาะสม ถูกส่งออกนอกระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือถูกเปิดเผยสู่สภาพแวดล้อมที่ไม่น่าเชื่อถือ 

โดยพื้นฐานแล้ว DLP ผสานรวมเทคโนโลยี นโยบาย และการกำกับดูแล เพื่อปกป้องข้อมูลในสภาพแวดล้อมแบบไฮบริด—ทั้งระบบภายในองค์กร บริการคลาวด์ และอุปกรณ์ปลายทาง 

DLP ทำงานอย่างไร 

เพื่อลดความเสี่ยงของการสูญหายของข้อมูล DLP จะทำงานดังนี้: 

  • จัดประเภทข้อมูลสำคัญ
    เริ่มจากค้นหาและติดป้ายกำกับข้อมูลตามกฎหรือนโยบายที่กำหนด 
  • เฝ้าระวังกิจกรรม
    ใช้ AI, machine learning และเทคนิคการตรวจจับอื่น ๆ เพื่อเฝ้าดูการเคลื่อนที่ของข้อมูล 
  • ใช้มาตรการป้องกัน
    ตามระดับความเสี่ยง อาจมีการเข้ารหัส บล็อกการส่งออกข้อมูล หรือจำกัดสิทธิ์การเข้าถึง 
  • จัดการและเก็บรักษาข้อมูล
    ช่วยกำหนดวงจรชีวิตข้อมูล เช่น การเก็บรักษา ลบ หรือจัดเก็บให้เป็นไปตามข้อบังคับ 

เหตุใด DLP จึงสำคัญต่อองค์กร 

  • มองเห็นและควบคุมข้อมูลสำคัญ
    DLP ช่วยให้องค์กรมองเห็นว่ามีข้อมูลสำคัญอะไร อยู่ที่ไหน และใครอาจใช้งานผิดวิธี 
  • ป้องกันความเสี่ยงจากบุคคลภายใน
    ลดการแชร์ข้อมูลผิดพลาดหรือเจตนาทุจริตโดยพนักงาน 
  • รองรับข้อกำหนดด้านกฎหมาย
    ช่วยให้องค์กรปฏิบัติตามมาตรฐาน เช่น HIPAA, GDPR 
  • บังคับใช้นโยบายแบบอัตโนมัติ
    ระบบสามารถเข้ารหัสหรือบล็อกการส่งข้อมูลโดยไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบทุกครั้ง 

 

ภัยคุกคามทั่วไปที่ DLP ช่วยป้องกัน 

ภัยคุกคาม 

คำอธิบาย 

Cyberattacks 

การเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต มัลแวร์ หรือแรนซัมแวร์ที่พยายามขโมยข้อมูล 

Insider Risks 

พนักงานหรือผู้รับเหมาที่ทำข้อมูลรั่วโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ 

Unintentional Exposure 

การแชร์ข้อมูลสำคัญผิดพลาดหรือโดยไม่ควบคุม 

Phishing 

ผู้โจมตีหลอกล่อให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูลสำคัญผ่านอีเมล 

 

แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการใช้งาน DLP 

เพื่อให้ใช้งาน DLP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรควร: 

  • เริ่มจากการค้นหาข้อมูล
    รู้ว่ามีข้อมูลสำคัญอะไรบ้างในระบบ 
  • กำหนดนโยบายที่ชัดเจน
    ระบุการจัดประเภท การแบ่งปัน และการปกป้องข้อมูล 
  • ใช้งานแบบเป็นเฟส
    เริ่มแบบทดลองก่อน แล้วค่อยขยายให้ครอบคลุมทั่วองค์กร 
  • ฝึกอบรมพนักงาน
    ทำให้ทุกคนเข้าใจหน้าที่ของตนในการปกป้องข้อมูล 
  • ใช้อัตโนมัติให้มากที่สุด
    ใช้ AI, machine learning และ anomaly detection เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกัน 

แนวทางของ Microsoft: Purview DLP 

Microsoft Purview DLP เป็นโซลูชันแบบครบวงจรที่ช่วยจัดการ เฝ้าระวัง และปกป้องข้อมูลสำคัญผ่านกรอบความปลอดภัยของ Microsoft 

รองรับสภาพการทำงานแบบไฮบริด โดยปกป้องข้อมูลบนอุปกรณ์ แอปคลาวด์ และระบบภายในองค์กร พร้อมมอบความสามารถด้านการจัดประเภทข้อมูล การเข้ารหัส และการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่แข็งแกร่งสำหรับผู้ดูแลระบบ 

บทสรุป 

การป้องกันการสูญหายของข้อมูล (DLP) ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการด้านความปลอดภัย แต่เป็นกลยุทธ์หลักสำหรับการปกป้องข้อมูลสำคัญในองค์กรยุคใหม่ ด้วยการผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะ นโยบาย และการกำกับดูแลเข้าด้วยกัน DLP ช่วยให้องค์กรรักษาความปลอดภัย ความสอดคล้องตามกฎหมาย และการควบคุมข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ไม่ว่าคุณกำลังรับมือกับความเสี่ยงภายใน ข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ หรือเพียงต้องการมองเห็นข้อมูลของคุณได้ชัดเจนขึ้น การใช้งานโซลูชัน DLP ที่แข็งแกร่ง เช่น Microsoft Purview ถือเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับความปลอดภัยขององค์กรอย่างแท้จริง 

สนใจผลิตภัณฑ์และบริการของ Microsoft หรือไม่ ส่งข้อความถึงเราที่นี่

สำรวจเครื่องมือดิจิทัลของเรา

หากคุณสนใจในการนำระบบจัดการความรู้มาใช้ในองค์กรของคุณ ติดต่อ SeedKM เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบจัดการความรู้ภายในองค์กร หรือสำรวจผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น Jarviz สำหรับการบันทึกเวลาทำงานออนไลน์, OPTIMISTIC สำหรับการจัดการบุคลากร HRM-Payroll, Veracity สำหรับการเซ็นเอกสารดิจิทัล, และ CloudAccount สำหรับการบัญชีออนไลน์

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบจัดการความรู้และเครื่องมือการจัดการอื่นๆ ได้ที่ Fusionsol BlogIP Phone BlogChat Framework Blog, และ OpenAI Blog.

New Gemini Tools For Educators: Empowering Teaching with AI 

ถ้าอยากติดตามข่าวเทคโนโลยีและข่าว AI ที่กำลังเป็นกระแสทุกวัน ลองเข้าไปดูที่ เว็บไซต์นี้ มีอัปเดตใหม่ๆ ให้ตามทุกวันเลย!

Fusionsol Blog in Vietnamese

Related Articles

Frequently Asked Questions (FAQ)

Microsoft Copilot คือฟีเจอร์ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ใช้ AI เพื่อช่วยในการทำงานภายในแอปของ Microsoft 365 เช่น Word, Excel, PowerPoint, Outlook และ Teams โดยทำหน้าที่ช่วยสรุป เขียน วิเคราะห์ และจัดการข้อมูล

ปัจจุบัน Copilot รองรับ Microsoft Word, Excel, PowerPoint, Outlook, Teams, OneNote, และอื่น ๆ ในตระกูล Microsoft 365

จำเป็นต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เนื่องจาก Copilot ทำงานร่วมกับโมเดล AI บนคลาวด์เพื่อให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและอัปเดตข้อมูลล่าสุด

ผู้ใช้สามารถพิมพ์คำสั่ง เช่น “สรุปรายงานในย่อหน้าเดียว” หรือ “เขียนอีเมลตอบลูกค้าอย่างเป็นทางการ” และ Copilot จะสร้างข้อความให้ตามคำสั่ง

ใช่ Copilot ได้รับการออกแบบโดยยึดหลักความปลอดภัยและการปกป้องความเป็นส่วนตัว โดยข้อมูลของผู้ใช้จะไม่ถูกใช้ในการฝึกโมเดล AI และมีระบบการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลอย่างเข้มงวด

Facebook
X
LinkedIn

Popular Blog posts